<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>วัดภูพลานสูง &#187; หน้าผาประวัติศาสตร์</title>
	<atom:link href="http://suriyathatcivilize.org/tag/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://suriyathatcivilize.org</link>
	<description>ศิวิไลซ์</description>
	<lastBuildDate>Sun, 04 Oct 2020 18:39:12 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=4.1</generator>
	<item>
		<title>หน้าผาประวัติศาสตร์</title>
		<link>http://suriyathatcivilize.org/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://suriyathatcivilize.org/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 06 Jan 2015 11:47:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator><![CDATA[Administrator]]></dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าผาประวัติศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://iplayshops.com/?p=198</guid>
		<description><![CDATA[     หน้าผาประวัติศาสตร์  ฉะนั้นเรื่องราวเหล่านี้ในคัมภีร์ที่หลวงพ่อได้มานั้น  เพราะพระพุทธองค์ทรงทำไว้ให้เป็นหลักฐานแก่ผู้มาประกาศ  ถ้าหลวงพ่อไม่มีหนังสือคัมภีร์ก้อนเล็ก ๆ นี้ ไว้เป็นหลักฐาน  หลวงพ่อจะเอาอะไรมาเป็นหลักฐาน  ต้องมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์  ฉะนั้นหนังสือเล่มนี้จึงเป็นตำนานเป็นประวัติศาสตร์  หลวงพ่อได้ถอดแบบแปลจากต้นฉบับมาพิมพ์แล้วศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ  ว่าอะไรเป็นอะไรตรงนั้นจึงประมวลเรื่องราวต่าง ๆ เข้าสู่ยุค ม.ศ.  เพราะว่าพระพุทธองค์ได้ทรงบรรจบไว้ที่กรุงโกสัมพีครั้งแรกตั้งแต่พระชนมายุ ได้ ๕๐ พรรษา  พระองค์ได้เสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาทเสี่ยงทายตรงนี้ที่ภูพลานสูง  ครั้งแรก  พระพุทธองค์ได้เสด็จมาตรงหน้าผาประวัติศาสตร์  พระพุทธองค์เอาพระพุทธหัตถ์ลูบหน้าผา  แล้วพระองค์ทรงอุทานว่า “โอ้หน้าผาตรงนี้ต่อไป  จะเป็นประวัติศาสตร์” แล้วพระองค์ก้าวไปอีก ๒ก้าวเอาพระพุทธหัตถ์ทั้งสองข้างลูบหน้าผาแล้วตรัสว่า “หน้าผาตรงนี้ต่อไปจะเป็นหน้าผาประวัติศาสตร์  ขอให้สำเร็จ ขอให้สำเร็จ”  โดยมีพระมหากัสสปะ  พระมหาโมคคัลลานะ  พระสีวลียืนเป็นสักขีพยานอยู่ด้วย  จากนั้นพระพุทธองค์ทรงเสด็จพระดำเนินขึ้นไปเรื่อย ๆ  พอเสด็จขึ้นไปได้หน่อยหนึ่งพระสีวลีได้เอาสีมาทำเครื่องหมายลายแทงไว้ให้ เป็นสัญลักษณ์ของรอยพระพุทธหัตถ์  แล้วพระพุทธองค์ทรงพระดำเนินไปถึงตาน้ำ (บ่อน้ำบุ้น)   ทรงตรัสให้พระโมคคัลลานะและพระสีวลีนำก้อนหินที่ปิดทางน้ำออกทำให้มีน้ำไหล พวยพุ่งขึ้นมา  พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าน้ำตรงนี้กินกี่พันปีก็ไม่มีวันหมด  และพระพุทธองค์ได้ทรงสรงน้ำตรงนั้น]]></description>
				<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">     หน้าผาประวัติศาสตร์  ฉะนั้นเรื่องราวเหล่านี้ในคัมภีร์ที่หลวงพ่อได้มานั้น  เพราะพระพุทธองค์ทรงทำไว้ให้เป็นหลักฐานแก่ผู้มาประกาศ  ถ้าหลวงพ่อไม่มีหนังสือคัมภีร์ก้อนเล็ก ๆ นี้ ไว้เป็นหลักฐาน  หลวงพ่อจะเอาอะไรมาเป็นหลักฐาน  ต้องมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์  ฉะนั้นหนังสือเล่มนี้จึงเป็นตำนานเป็นประวัติศาสตร์  หลวงพ่อได้ถอดแบบแปลจากต้นฉบับมาพิมพ์แล้วศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ  ว่าอะไรเป็นอะไรตรงนั้นจึงประมวลเรื่องราวต่าง ๆ เข้าสู่ยุค ม.ศ.  เพราะว่าพระพุทธองค์ได้ทรงบรรจบไว้ที่กรุงโกสัมพีครั้งแรกตั้งแต่พระชนมายุ ได้ ๕๐ พรรษา  พระองค์ได้เสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาทเสี่ยงทายตรงนี้ที่ภูพลานสูง  ครั้งแรก  พระพุทธองค์ได้เสด็จมาตรงหน้าผาประวัติศาสตร์  พระพุทธองค์เอาพระพุทธหัตถ์ลูบหน้าผา  แล้วพระองค์ทรงอุทานว่า “โอ้หน้าผาตรงนี้ต่อไป  จะเป็นประวัติศาสตร์” แล้วพระองค์ก้าวไปอีก ๒ก้าวเอาพระพุทธหัตถ์ทั้งสองข้างลูบหน้าผาแล้วตรัสว่า “หน้าผาตรงนี้ต่อไปจะเป็นหน้าผาประวัติศาสตร์  ขอให้สำเร็จ ขอให้สำเร็จ”  โดยมีพระมหากัสสปะ  พระมหาโมคคัลลานะ  พระสีวลียืนเป็นสักขีพยานอยู่ด้วย  จากนั้นพระพุทธองค์ทรงเสด็จพระดำเนินขึ้นไปเรื่อย ๆ  พอเสด็จขึ้นไปได้หน่อยหนึ่งพระสีวลีได้เอาสีมาทำเครื่องหมายลายแทงไว้ให้ เป็นสัญลักษณ์ของรอยพระพุทธหัตถ์  แล้วพระพุทธองค์ทรงพระดำเนินไปถึงตาน้ำ (บ่อน้ำบุ้น)   ทรงตรัสให้พระโมคคัลลานะและพระสีวลีนำก้อนหินที่ปิดทางน้ำออกทำให้มีน้ำไหล พวยพุ่งขึ้นมา  พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าน้ำตรงนี้กินกี่พันปีก็ไม่มีวันหมด  และพระพุทธองค์ได้ทรงสรงน้ำตรงนั้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://suriyathatcivilize.org/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
